ลงทุน (Investment)

BTCUSD ยืน 90K แล้วไปไหนต่อ? เจาะกราฟ 1D / 4H / 1H แบบโคตรง่าย สายเทรดต้องอ่าน!

ช่วงนี้ใครเปิดกราฟ BTCUSD คงรู้สึกเหมือนนั่งรถไฟเหาะที่อยู่ดี ๆ ก็มาจอดนิ่งกลางอากาศ! 🤣 ราคาแกว่งอยู่แถว ๆ 90K แบบไม่ไปไหนสักที เดี๋ยวมีแรงดีดขึ้น เดี๋ยวมีแรงกดลง แล้วก็กลับมาวนเวียนโซนเดิมจนหลายคนเริ่มเครียด บทความนี้ผมจะพาเพื่อน ๆ มาแกะรอย BTC แบบละเอียดทุกไทม์เฟรม (1D / 4H / 1H) พร้อมสรุปแนวรับ–แนวต้านสำคัญ วิธีคิดเรื่องการวางแผนเปิด/ปิดสถานะ และมุมมองเรื่องการคุมความเสี่ยง

1. ภาพใหญ่: กราฟ 1D – “เด้งสู้” ในขาลง!

ก่อนอื่นมาดูกันที่ภาพใหญ่สุดก่อนบนกราฟรายวัน (1D) เพื่อจะได้ไม่หลงทาง

  • เทรนด์หลัก: ต้องยอมรับว่า BTC ยังอยู่ในโหมด “เด้งในขาลง” หรือที่เรียกกันว่า Bear Market Rally เพราะก่อนหน้านี้ราคาเคยพุ่งไปแตะ $120K+ แล้วก็ค่อย ๆ ไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง
  • โครงสร้างราคา: BTC ยังทำแพทเทิร์น Lower High – Lower Low ชัดเจน นั่นคือยอดต่ำลง และฐานก็ต่ำลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณคลาสสิกของเทรนด์ขาลง
  • เส้นค่าเฉลี่ย (EMA): ราคายังอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำคัญอย่าง EMA 50 และ EMA 200 วัน ซึ่งบ่งบอกว่า ฝั่งแรงกดดัน (หมี) ยังคุมเกมอยู่ และการฟื้นตัวใด ๆ ยังถือเป็นการปรับฐานชั่วคราวเท่านั้น
  • อินดิเคเตอร์ (Indicators):
    • RSI: เคยดิ่งลงไปใกล้เขต Oversold (30–35) แล้วเด้งกลับขึ้นมาเล็กน้อย นี่คือสัญญาณว่า “ลงมาเยอะแล้วนะ ขอพักหน่อย” แต่ยังไม่ใช่สัญญาณที่บอกว่าเทรนด์ใหญ่จะกลับตัวเป็นขาขึ้น
    • MACD: ยังคงอยู่ใต้เส้น 0 และฮิสโตแกรมสีแดง ๆ เริ่มสั้นลงเรื่อย ๆ นั่นแปลว่า แรงลงกำลังแผ่วลง แต่ยังไม่มีแรงพอที่จะพลิกกลับเป็นขาขึ้นได้

สรุปภาพใหญ่: ภาพ 1D คือ “ตลาดขาลงที่กำลังพักหายใจ” ใครที่สนใจจะเปิดสถานะฝั่งขึ้น (Long) ในตอนนี้ คือการเล่นเพื่อหวังผลเด้งระยะสั้นเท่านั้น ไม่ใช่การเล่นตามเทรนด์ระยะยาว

2. ภาพกลาง: กราฟ 4H – รอบเด้งหมดแรง พักฐานรอบใหม่!

เมื่อย่อลงมาดูกราฟ 4 ชั่วโมง (4H) จะเห็นรายละเอียดของรอบเด้งที่เกิดขึ้นชัดเจน:

  • จุดเริ่มต้น: มีแรงดีดที่ค่อนข้างแรงจากฐานต่ำประมาณ 80K–82K ขึ้นไปทำยอดสั้น ๆ ที่ 92K–93K
  • โครงสร้าง 4H: ณ ตอนนี้เราเห็น Higher Low ชุดแรก เกิดขึ้นหลังจากการร่วงยาว นั่นแปลว่า “ในระยะกลาง” BTC พยายามสร้างฐานขึ้นอยู่
  • สัญญาณหมดแรง: อินดิเคเตอร์ MACD เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง ฮิสโตแกรมเริ่มหดตัวลง นั่นเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่า “รอบเด้งนี้ใกล้จบแล้ว” และกำลังเข้าสู่โหมด “พักฐาน” หรือ “Sideway”
  • บันไดแนวรับด้วย Fibonacci: ลองใช้เครื่องมือ Fibonacci ลากจากจุดต่ำสุด (Low) ที่ $80.8K ไปจนถึงจุดสูงสุด (High) $92.5K เราจะได้แนวรับสำคัญที่ต้องจับตา:
    • 38.2% ($88K): แนวรับหลักของรอบเด้งนี้ ถ้าลงมาถึงแล้วเด้งกลับอย่างรวดเร็ว แปลว่าแรงหนุนยังแข็งแกร่ง
    • 50% ($86.6K): จุดกลางที่วัดว่า “ย่อลึกหรือไม่?” ถ้าราคาลงมาถึงนี่ การพักตัวจะถือว่าค่อนข้างแรงแล้ว
    • 61.8% ($85.2K): แนวรับสุดท้ายก่อนที่แรงหนุนจะหายไป ถ้าหลุดตรงนี้ เสี่ยงมาก ที่จะวนกลับไปทดสอบฐานเดิมที่ $82K หรือ $80K

3. ภาพสั้น: กราฟ 1H – “นิ่งแต่เสียว” บนเส้น 90K

กราฟรายชั่วโมง (1H) คือภาพที่สะท้อนอารมณ์ตลาดในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาได้ดีที่สุด:

  • อาการ Sideway: หลังจากการเด้งขึ้นมา ราคาเริ่มแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบ ๆ คือประมาณ 90K–92K
  • วอลุ่ม/แท่งเทียน: แท่งเทียนมีความยาวสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด และวอลุ่มการเทรดก็เบาบางลงมาก นี่คืออาการที่ตลาดกำลัง “รอดูทิศทาง” และรอคนมาตัดสินใจเลือกทาง
  • โมเมนตัมขึ้นเหนื่อย: อินดี้ต่าง ๆ ในกราฟ 1H เช่น MACD หรือ RSI เริ่มลดความร้อนแรงลง โมเมนตัมขาขึ้นเริ่มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
  • บทสรุป 1H: โหมดตอนนี้คือ “นิ่งแต่แอบเสียว” เพราะการที่ราคานิ่งแบบนี้มักจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ (Breakout) ในไม่ช้า ซึ่งอาจจะเป็นการพุ่งขึ้น หรือการดิ่งลงก็ได้

4. สรุปแนวรับ-แนวต้าน และโซน Pivot ที่ควรรู้!

เรามาสรุปโซนราคาสำคัญที่ควรจำให้ขึ้นใจ เพื่อใช้เป็นแผนที่สำหรับเทรด

📌 แนวรับ (Support) – โซนที่ราคาอาจจะเด้งกลับ

  • S1: 89.5–90K: นี่คือ Pivot สำคัญสุด ของรอบปัจจุบัน เพราะเป็นทั้งจุดที่ราคาแกว่งอยู่บ่อย ๆ และใกล้ระดับ Fib 0.786 ของขาลงใหญ่ ถ้าหลุด โหมดความกลัวจะกลับมาทันที
  • S2: ประมาณ 88K: แนวรับสำคัญจาก Fib 38.2% ของรอบเด้ง 4H เป็นด่านที่บ่งบอกว่าแรงหนุนยังไม่หายไปไหน
  • S3: ประมาณ 86–86.5K: แนวรับลึก ถ้าลงมาถึงนี่ ภาพจะเปลี่ยนจาก “พักตัว” เป็น “ย่อลึก/พักฐานแรง” ทันที
  • S4: โซน 82–80K: ฐานใหญ่สุดของรอบนี้ เป็นโซนที่รายใหญ่และกองทุนมักใช้เป็นจุดทยอยเก็บของ ถือเป็นปราการสำคัญที่ห้ามหลุดเด็ดขาด

📈 แนวต้าน (Resistance) – โซนที่ราคาอาจถูกกดดัน

  • R1: 92–92.5K: ยอดล่าสุดของรอบเด้งนี้ ถ้าทะลุผ่านด้วยแท่งเทียนที่สวยงามและวอลุ่มหนา ๆ จะเป็นสัญญาณให้ราคาวิ่งไปต่อได้
  • R2: 95K: แนวต้านจิตวิทยาที่ทุกคนจับตา ถ้าปิดแท่งวันเหนือ 95K ได้อย่างมั่นคง เทรดเดอร์จำนวนมากจะเริ่มมองว่า “มีลุ้นจบขาลงได้แล้วนะ”
  • R3: 100K: เลขกลม ๆ ที่เป็นทั้งแนวรับเก่าที่แข็งแกร่ง และเป็นแนวต้านทางจิตวิทยา ถ้ากลับมายืนเหนือได้ ภาพรวมของ BTC จะดูดีขึ้นมาก ๆ

5. ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ (3 สถานการณ์)

ลองแบ่งการเคลื่อนไหวของ BTC ออกเป็น 3 กรณีหลัก ๆ ที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น-กลาง:

  1. พุ่งต่อ (Bullish Case): ยืนเหนือ 90K ได้และทะลุ 92.5K
    • ผลที่ตามมา: โมเมนตัมกลับมาคึกคัก มีโอกาสไปทดสอบ 95K
    • ข้อสังเกต: ถ้าสามารถ ปิดแท่งวันเหนือ 95K ได้อย่างแข็งแกร่ง ภาพจะเริ่มเปลี่ยนจาก “เด้งสู้” เป็น “มีลุ้นเปลี่ยนเทรนด์”
  2. แกว่ง/นิ่ง (Sideway Case): ยังคงเล่นอยู่ในกรอบ 89.5–92.5K ต่อไป
    • ผลที่ตามมา: ตลาดจะเบื่อ วอลุ่มหาย เล่นสั้นยาก เสี่ยงโดนเหวี่ยงหลอกกิน Stop Loss
    • ข้อแนะนำ: ช่วงนี้เหมาะกับคนที่รอให้ตลาดเลือกทางชัดเจนก่อน “รอให้ปลาติดเบ็ดก่อน แล้วค่อยตก”
  3. ร่วง (Bearish Case): หลุด 89.5K / 88K ลงไป
    • ผลที่ตามมา: แรงเทขายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคนที่เล่นในกรอบ Sideway เริ่มยอมแพ้
    • เป้าหมายถัดไป: 86K จะโดนทดสอบ ถ้าหลุด 86K อีก โซน 82–80K ก็หนีไม่พ้นที่จะโดนทดสอบซ้ำอีกครั้ง

6. มุมมองเรื่องจังหวะเปิด/ปิดสถานะ (แนวคิด)

แทนที่จะใช้คำว่า “ซื้อ/ขาย” เรามาใช้คำว่า “เปิดสถานะ/ปิดสถานะ” เพื่อให้ดูเป็นกลางมากขึ้น

สายเล่นเด้ง (มองทางขึ้นระยะสั้น)

  • จุดสนใจ: โซน 89.5K–90K เป็นจุดที่น่ามองหาสัญญาณกลับตัว
  • สัญญาณ: ถ้าราคาลงมาแล้วมีแท่งเทียนเป็น “เข็มยาว” หรือมีแรงซื้อกลับเข้ามา พร้อมกับอินดี้ใน 1H เริ่มตัดขึ้น อาจเป็นจุดเปิดสถานะ
  • การคุมความเสี่ยง: ตั้งจุดตัดขาดทุน (SL) ไว้ใต้แนวรับสำคัญอย่าง 88K หรือ 86K เพื่อจำกัดความเสียหาย
  • เป้าหมาย: เป้าหมายแรกคือ 92–92.5K ถ้าผ่านได้ค่อยลุ้นไปต่อที่ 95K

สายตามเทรนด์ลง (มองทางลงระยะสั้น)

  • จุดสนใจ: รอให้ราคาขึ้นไปชนแนวต้านสำคัญอย่าง 92–95K แล้วแสดงอาการอ่อนตัว
  • สัญญาณ: มองหาสัญญาณกลับตัวของแท่งเทียน (เช่น แท่งเทียนกลับตัว) หรืออินดี้ 1H/4H เริ่มตัดลง
  • การคุมความเสี่ยง: เน้นเข้าใกล้แนวต้าน และตั้ง SL ไว้เมื่อราคาปิดเหนือแนวต้านชัด ๆ

หัวใจสำคัญกว่า “เข้าไม้ไหน” คือ:

  1. คุมความเสี่ยงต่อดีล: เสี่ยงต่อการขาดทุนไม่เกิน 1–2% ของพอร์ตเท่านั้น (สำคัญที่สุด!)
  2. วาง RR (Risk-Reward Ratio) ให้คุ้ม: พยายามให้กำไรที่หวังมากกว่าขาดทุนที่ยอมรับได้ อย่างน้อย 1:2 ขึ้นไป
  3. เลิกเทรดด้วยอารมณ์: โดน SL แล้วต้องยอมแพ้ ห้ามไล่ตามกราฟเด็ดขาด!

7. มุมมองข่าว-จิตวิทยาตลาด (สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยกราฟ)

ต้องยอมรับว่าตลาดคริปโตไม่ได้วิ่งด้วยกราฟอย่างเดียว ข่าวและจิตวิทยามีผลมหาศาล:

  • ด้านลบ: เดือนที่ผ่านมา (Worst November) ถือเป็นเดือนที่โหดร้ายมาก ทำให้รายย่อย (เม่า) หลายคนยอมแพ้และถอดใจ แรงขายส่วนหนึ่งมาจากคนเหล่านี้ที่ยอมแพ้
  • ด้านบวก: แต่ในทางกลับกัน มีรายงานว่าฝั่ง “วาฬ” (Whale) และกองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะ ETF เริ่มทยอยสะสม BTC ในช่วงที่ราคาลงมาแตะโซน 80K–90K ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคนทุนหนามองว่านี่คือราคาที่น่าสนใจสำหรับถือยาว
  • แปลเป็นภาษาง่าย ๆ: ตลาดตอนนี้คือ “คนกลัวเยอะ แต่คนทุนหนาเริ่มค่อย ๆ เก็บของ” ใครเล่นสั้นก็เทรดตามเทคนิคไป ส่วนสายถือยาว ต้องทำใจรับได้ว่าราคายังเหวี่ยงได้อีกเยอะกว่าจะกลับเข้าสู่เฟสขาขึ้นรอบใหม่อย่างชัดเจน

8. สรุป: เป้าหมายคือ “อยู่รอดให้ได้”

ไม่ว่า BTC จะเคยผ่านวิกฤตมากี่รอบ สิ่งที่พิสูจน์ได้เสมอคือ: คนที่รอดคือคนที่ “คุมความเสี่ยง” ได้ ส่วนคนที่หายไปจากตลาดคือคนที่ “อัดหนักเกินทุนตัวเองรับไหว”

ดังนั้น ไม่ว่าจะมองว่ารอบนี้จะขึ้นหรือจะลง สิ่งที่ต้องถามตัวเองคือ:

  • ถ้าโดนลากสวนทาง: ฉันไหวได้กี่ % ของพอร์ต? และฉันมีแผนสำรองอย่างไร?
  • ถ้าความเชื่อผิด: ฉันจะยอมรับการแพ้ครั้งนี้ได้อย่างไร?

“ตลาดไม่ต้องการคนทายทางแม่นทุกครั้ง แต่ต้องการคนที่อยู่เกมได้ยาวพอที่จะเห็นรอบใหญ่ของมัน”

จำประโยคนี้ไว้ แล้วออกแบบแผนการเงินและการเทรดที่เหมาะกับตัวเราเองที่สุด เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังว่ารอดจากราคาลงไม่ได้ เพราะพอร์ตถูกล้างไปก่อน

❓ FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ BTCUSD

Q1: ทำไมโซน 90K ถึงสำคัญมาก ๆ สำหรับ BTC ในเวลานี้?

A: โซน 90K เป็นเหมือนจุดวัดใจ (Pivot) ครับ เพราะเป็นโซนที่ราคามาแกว่งตัวซ้ำ ๆ หลายครั้งในช่วงนี้ และยังใกล้กับระดับ Fibonacci 0.786 ของขาลงใหญ่พอดี ถ้า BTC ยืนเหนือ 90K ได้อย่างมั่นคง ตลาดจะมองว่าเป็นการพักตัวเพื่อเด้งสู้ต่อ แต่ถ้าหลุดลงไปแล้วรับไม่อยู่ โอกาสที่จะร่วงไปหาแนวรับถัดไปที่ 88K / 86K หรือฐาน 82K ก็จะเพิ่มขึ้นทันที ดังนั้นโซนนี้คือจุดที่บอกว่าใครจะคุมเกม!

Q2: ช่วงนี้กราฟเหวี่ยงแรงและนิ่งสลับกัน ควรโฟกัสอะไรเป็นพิเศษ?

A: สิ่งที่ต้องโฟกัสมี 3 อย่างหลัก ๆ ครับ:

  1. แผนเข้าออกที่โคตรชัดเจน: ต้องรู้ว่าเข้าเพราะอะไร ออกตรงไหน แพ้แล้วยอมแพ้ตรงไหน (ตั้ง SL/TP ให้แน่นอน)
  2. ขนาดสถานะ: อย่าเพิ่มขนาดไม้จนเยอะเกินไป ให้เสี่ยงต่อดีลไม่เกิน 1–2% ของพอร์ตเท่านั้น เพราะช่วงตลาดเหวี่ยงแบบนี้ กินคนใจร้อนง่ายมาก
  3. สภาพจิตใจ: ถ้าเริ่มเทรดด้วยอารมณ์ โกรธ หรืออยากเอาคืน (Revenge Trade) ให้รีบพักทันที เพราะการเทรดแบบใช้อารมณ์คือการทำลายพอร์ตตัวเองดี ๆ นี่เอง

Q3: ถ้าเทรดช่วงนี้แล้วโดน Stop Loss (SL) บ่อย ๆ ควรแก้ไขยังไงดี?

A: ให้ถอยออกมาจากจอเทรดจริงสัก 2–3 วันก่อนครับ แล้วลองทำ Trading Journal (บันทึกการเทรด) ว่าแพ้เพราะอะไร เช่น:

  • เข้าใกล้กลางกรอบ Sideway มากไป (ราคาไม่มีทิศทาง)
  • ไม่รอให้ราคาชนแนวรับ–แนวต้านสำคัญก่อน
  • เพิ่มล็อตไซส์หลังโดนสวน พอเห็นสาเหตุชัด ๆ แล้ว ค่อยกลับไปปรับแผนใหม่ เช่น ลดจำนวนดีลต่อวัน, เน้นเข้าเฉพาะจุดที่มั่นใจตามแนวรับ/แนวต้านของ 4H/1D, และที่สำคัญที่สุดคือ ยอมรับให้ได้ว่าการโดน SL คือ “ค่าใช้จ่าย” ในการเทรด ไม่ใช่ความล้มเหลว การคุม SL คือการรักษาเงินทุนเพื่อรอโอกาสที่ดีกว่าครับ

Leave a Reply